วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ว่าด้วยเรื่อง IEEE 802.11 (ตอนที่ 2)


IEEE 802.11 เป็นมาตรฐานที่เชื่อมโยงการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ แบบไร้สาย เข้าด้วยกัน ถึงวันนี้ จาก มาตรฐานความเร็ว 1 Mbps ของ WiFi ก็ประมาณ 15 ปี มีการพัฒนา ความเร็วในการส่งข้อมูลให้สูงขึ้น ลดการรบกวนของสัญญาณ โดยเทคนิคต่าง ๆ มากมาย

ประวัติของ 802.11

802.11a เริ่มตั้งแต่ปี 1990 หรือที่รู้จักกันในนามของ WiFi ที่ใช้ OFDM ทำงานในย่านความถี่ 5 GHz ซึ่งในสมัยนั่น ย่าน 2.4 GHz ใช้งานกันเยอะมาก

802.11b ตั้งแต่ปี 2000 ได้ปรับปรุงการส่งข้อมูลให้เร็วขึ้น จาก 1-2 Mbps ให้กลายเป็น 11 Mbps ทำงานในย่านความถี่ 2.4 GHz ใช้การส่งแบบ DSSS

802.11g ตั้งแต่ปี 2003 (3 ปีจาก 802.11b) มีการปรับปรุงความเร็วให้สูงขึ้นถึง 54 Mbps ในย่านความถี่ 2.4 GHz แต่ความเร็วนี้ ก็ยังไม่เพียงพอในปัจจุบัน

802.11n ในปี 2007 มีการใช้เทคนิคส่งข้อมูลแบบหลายเสา เพิ่มขึ้นมา ทำให้พัฒนาการส่งข้อมูลที่ความเร็วถึง 300-150 Mbps และเป็น มาตรฐานแรก ที่ทำงานได้ทั้งใน 2.4 และ 5 GHz

802.11ac ในปี 2013 ได้พัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลถึงระดับ Gigabit นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยได้พัฒนาการส่งข้อมูลทั้ง 3 ด้านหลัก ๆ คือ ใช้ Modulation ที่ส่งจำนวนได้ทีละหลายบิตต่อ 1 สัญญาณ (256-QAM) ใช้ย่านความถี่ที่กว้างขึ้น มีการรวมแถบย่านความถี่เข้าด้วยกัน (Aggregation) และ และมีการส่งข้อมูลจากหลาย ๆ เสาอากาศ (Multiple Spatial Stream) อย่างไรก็ดี ความถี่สูงขึ้น อัตราการส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น จะทำให้ระยะทางการส่งข้อมูลสั้นลงด้วย

**ตัวอักษร ac ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษ IEEE นับตัวอักษรไปเรื่อย ๆ จนถึง z แล้วก็มานับใหม่



ที่มารูป: http://mwrf.com/site-files/mwrf.com/files/uploads/2015/02/RF_Essentials_Fig1.gif


อนาคตของ 802.11

802.11ad ในปี 2013 หรือ รู้จักกันนามว่า WiGig ทำงานในย่านความถี่ 60 GHz (ความถี่สูงมาก) ซึ่งเป็นย่านความถี่ ที่มีกว้าง มีการใช้งานน้อย ทำให้ส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 7 Gbps ออกแบบมาไว้ใช้ส่ง เสียง วิดีโอ มัลติมีเดีย ภายในบ้าน หรือองค์กร เนื่องจากมีระยะทางในการส่งที่ใกล้ แต่สินค้ายังมีราคาสูง

802.11af ในปี 2014 หรือ รู้จักกันนามว่า White-Fi ที่เรียกเช่นนี้ เพราะว่า 802.11af ทำงานในย่านความถี่ ที่เป็นช่องว่าง (White space) ที่ไม่ได้ใช้งานในแถบย่านความถี่ของทีวี ซึ่งอยู่ในช่วง 54 MHz - 790 MHz ออกแบบมาให้ใช้กับ เครือข่ายเซ็นเซอร์ (คล้ายกับ 802.11ah) มีระยะการเชื่อมต่อที่ไกลมาก ส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงสุด 400-600 Mbps อย่างไรก็ดี ยิ่งระยะทางไกลขึ้นความเร็วก็จะลดลง ข้อจำกัดของ 802.11af คือ ย่านความถี่ (White space) นี้ อาจจะไม่ได้มีให้ใช้ได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะในเมืองชุมชน

802.11ah ในปี 2016 หรือ รู้จักกันนามว่า WiFi HaLow (ไวไฟพลังงานต่ำ) ทำงานที่ย่านความถี่ 900 MHz ถูกออกแบบมาโดยเน้นการประหยัดพลังงาน  และ ส่งข้อมูลได้ไกล (ไกลกว่า WiFi แต่ใกล้กว่า 802.11af) อัตราการส่งข้อมูลอยู่ในระดับ 100+ Kbps เป้าหมายเพื่อเอามาใช้กับเครือข่ายเซ็นเซอร์ (เช่น บ้านอัจริยะ เมืองอัจริยะ เป็นต้น) เนื่องจากใช้พลังงานน้อย สามารถทะลุกำแพง สิ่งกีดขวางต่าง ๆ ได้ดีกว่า มาตรฐานที่ใช้ความถี่สูง ๆ (เช่น 802.11ad)  อย่างไรก็ดี 802.11ah ณ ปัจจุบันนี้ ยังไม่ได้รับความนิยม เนื่องจาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ ยังคงใช้ WiFi ที่อุปกรณ์ส่วนใหญ่รองรับการใช้งานอยู่แล้ว แต่ในอนาคตอันใกล้ ภายใน 1-2 ปี คาดว่าจะมีสินค้าที่เป็น 802.11ah เข้ามาเพิ่มขึ้น และเป็น IP-based สามารถใช้กับ Software ในปัจจุบันได้

สรุปส่งท้าย
3 มาตรฐานใหม่ที่เป็นอนาคตของ WiFi (ที่เป็น IP-Based) 802.11ad เน้นส่งข้อมูลได้เร็ว ระยะสั้น ใช้กับ Multimedia ภายในบ้าน, 802.11af ส่งข้อมูลได้เร็ว ระยะไกล โดยใช้แถบย่านความถี่โทรทัศน์ที่ว่างอยู่ (White-Fi) และ 802.11 ah (HaLow) ส่งข้อมูลแบบประหยัดพลังงาน เชื่อว่า 802.11 a/b/g/n กำลังจะหายไป เทคโนโลยีของ IoTs ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากราคาอุปกรณ์ลดต่ำลงมาก ในไม่ช้าเราคงได้เห็นอุปกรณ์เครือข่ายตามมาตรฐานใหม่นี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ที่ถูกต้องต่อไป

ต่อไปเรามาดู เทคโนโลยีในอนาคต พวก LPWAN กันนะครับ (ตอนที่ 3)
ความเดิม (ตอนที่ 1)

อ้างอิง: http://www.link-labs.com/future-of-wifi-802-11ah-802-11ad/

Updated: 5 ส.ค. 59

Wireless Network Solutions (ตอนที่ 1)


วันนี้ กลับมาเขียนบันทึกเกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีไร้สาย กันบ้าง

เทคโนโลยีไร้สาย คือการส่งข้อมูลโดยไม่ใช้สาย แต่ใช้ตัวกลางอื่น เช่น คลื่นวิทยุ หรือ แสง ข้อมูลลอยไปในอากาศ และเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในส่วนของ Internet of Things (IoTs) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในงาน Machine-to-Machine (M2M) ที่จำเป็นจะต้องใช้การติดต่อไร้สาย เพราะทำได้ง่าย สะดวกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ที่มีการเคลื่อนที่ ยิ่งจำเป็นต้องใช้การติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย

เทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยและได้ยินกันอยู่แล้ว

Bluetooth หรือ IEEE 802.15.1 ปัจจุบัน มาตรฐานของ Bluetooth ถูกกำหนดโดย SIG (IEEE หยุดปรับปรุง 802.15.1 แล้ว)  เป็นเทคโนโลยีไร้สายระยะใกล้ ที่มีใช้งานกันแพร่หลาย เช่นหูฟัง Bluetooth การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ใน Bluetooth version 4 มี Bluetooth Low Energy (BLE) หรือ Bluetooth Smart ที่เพิ่มมา ทำให้ใช้งานได้นานขึ้น ประหยัดพลังงาน มีใช้งานแพร่หลายโดยเฉพาะอุปกรณ์ออกกำลังกาย

WiFi หรือ IEEE 802.11 (a/b/g/n/ac) อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้จักกันดี ทำงานที่ความถี่ 2.4, 5, 60 GHz แล้วแต่มาตรฐาน ปัจจุบันอุปกรณ์ WiFi module มีราคาถูกลงมาก อย่างเช่นพวก ESP8266  หรือที่ build-in ใน NodeMCU ทำให้ concept ของ IoTs ขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ WiFi คือสามารถ Link กับ Network Layer ได้ง่าย ใช้งาน TCP/IP ตั้ง web server เองได้สะดวก ซึ่ง IoTs ของ Cisco ในตอนนี้ก็ออกแบบมาให้ใช้กับ WiFi เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดี WiFi ก็อาจจะไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวใน IoTs ที่ถูกเลือก

ZigBee หรือ IEEE 802.15.4 มีจุดเด่นคือกินกำลังไฟต่ำ ใช้งานกับแบตเตอรี่ได้นาน ออกแบบมาเพื่อใช้ในการติดต่อระหว่างเครื่อง (M2M) มีราคาไม่แพง ถูกนำไปใช้แพร่หลายในวงการอุตสาหกรรม การเชื่อมต่อของ ZigBee จะเป็นลักษณะของ Mesh Network หมายถึงทุกโหนดสามารถเชื่อมต่อกันเองหลาย ๆ ตัวได้พร้อมกัน หากเปรียบเทียบกับ WiFi พบว่าระยะการเชื่อมต่อของ ZigBee ไกลกว่า WiFi และ แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่า WiFi และเป็นระบบเครือข่ายแบบ Self-Organized ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางที่ควบคุมการเชื่อมต่อทั้งหมด แต่แลกมาด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลที่ช้ากว่า WiFi และมีการบริหารจัดการเชื่อมต่อที่มากขึ้น

WiMax หรือ IEEE 802.16 สามารถส่งข้อมูลในระยะไกล ที่ความเร็ว 30-75 Mbps (ขึ้นกับโหมดที่ใช้งาน)  WiMax ถูกนำมาใช้งานโดยผู้ให้บริการคลื่นโทรศัพท์มือถือ โดยมีการแข่งขันกับ LTE 4G (มาทีหลัง) แต่มีแนวโน้มว่า LTE 4G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่ามาแทนที่

บทความต่อไป เราจะมาดูเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาครับ (ตอนที่ 2 | ตอนที่3)

Updated: 4 ส.ค. 59

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Change Default Encoding in Eclipse


Change Encoding (UTF-8) in Eclipse

มีให้เปลี่ยนหลายที่เลย

Window > Preferences > Web > HTML Files
Window > Preferences > General > Editors > Text editors > Spelling
Window > Preferences > General > Workspace 
Window > Preferences > General > Content Types > Text

Reference: https://stijndewitt.com/2010/05/05/unicode-utf-8-in-eclipse-java/

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Framework trend


เทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มไหลมาในแนวเดียวกัน ประกอบไปด้วยตัว

  • Framework ที่เป็นกรอบการพัฒนา Software มีการนำ Library ต่าง ๆ มาใช้งาน
  • CLI (Command Line Interface) ช่วยให้การสร้างไฟล์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียน code ทำได้ง่ายรวดเร็วมากขึ้น
  • Template Engine ลดการฝัง source code ตรง ๆ ในหน้า View เพื่อให้ Code clean อ่านง่าย และดูแลง่าย
  • Dependency Manager ช่วยในการ update library ต่าง ๆ ที่ใช้งาน
Framework ที่น่าสนใจ (ในส่วนตัวผม) มีให้ดูตามตารางนี้ครับ


วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Eclipse - Git


Spring Boot Series:

Chapter1: Setup project Eclipse and Git

1. Create (Example: Spring boot project (install Spring Tools Suites 3.7.x))
    Spring Starter Project

2. View Git windows => Create local repository (Must created a repository at github.com)



3. Right click project => Team => Share Project => Finish


4. Right click at Git icon and => Commit... => Commit and Push




File -> Import...  -> Git -> Projects from project  (To import project)

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ส่งของจาก Toulouse ไป Bangkok

โดย พี่ เอ้ ( Ae Kiatmanaroj ) ครับ

เท่าที่ผมหาข้อมูลการส่งของกลับทางเรือนั้นจะคิดอัตราตามระวางขนส่งขั้นต่ำที่
1 ตัน ตอนที่ผมกลับผมไม่ได้ส่งทางเรือเพราะน้ำหนักรวมไม่ถึง
เลยเลือกการส่งทางเครื่องบินแทน โดยการส่งทางเครื่องบิน (air freight)
นั้นปกติจะคิดราคาตาม

1. น้ำหนักและปริมาตรของพัสดุแต่ละชิ้น
2. น้ำหนักรวม
3. จำนวนกล่อง
4. บริการอื่นๆ เช่นการรับของ ส่งของ

บริษัทที่ให้บริการขนส่งนั้นมีตั้งแต่ระดับราคาถูก (pyretransit.fr)
ถึงแพง (agsmover.com) โดยราคาที่ผมเคยเช็คจะต่างกันเกือบห้าเท่า
อย่างถูกคือขนของไปส่งที่สนามบิน Blangac เอง
และเคลียร์ของออกจากสุวรรณภูมิเอง อย่างแพงคือมีคนมาสำรวจของ และเสนอราคา
(ไม่เสียค่าบิรการ) ที่ที่พัก และบริการรับของที่หอพัก
ตลอดจนจัดการส่งถึงที่อยู่ที่ไทย

ผมใช้บริการส่งของของ pyretransit โดยไปส่งของเองที่ Blangac
และรับของเองที่สุวรรณภูมิ สรุปแล้วส่งของกลับประมาณ 230 กก. คิดเป็นค่า
freight กก.ละ ประมาณ 2.7 ยูโร (ยิ่งส่งมาก ราคาต่อกิโลจะยิ่งถูกลง)

ขั้นตอนการส่งของ
1. โทรไปติดต่อกับบริษัทเพื่อสอบถามราคา หรือขอใบเสนอราคา (ถ้ามี)
2. โทรนัดวันส่งของ (หรืออาจจะให้มารับของที่ที่พัก
ซึ่งราคาค่าบริการจะต่างกัน ต้องถามรายละเอียด)
ผมจะอธิบายต่อไปในส่วนที่นำของไปส่งเองที่สนามบิน
3. นำของไปส่งตามวันนัด โดยแนะนำให้เป็นช่วงเช้าไม่เกินสิบโมง หรือช่วงบ่ายต้น
4. ยังไม่ต้องเอาของลงจากรถ ให้ไปติดต่อกับทางบริษัทก่อน
ซึ่งบริษัทส่งของจะอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า cargo zone ของสนามบิน
ถ้าขับรถมาเองเมื่อเลี้ยวเข้าสนามบิน
ให้เลี้ยวออกที่วงเวียนแรกทางออกที่สองถ้าจำไม่ผิด
(ทางออกที่หนึ่งจะเข้าไปที่ส่วนผู้โดยสารขาออกและเข้า)
บริษัทจะให้กรอกเอกสารว่ของอะไรบ้างคร่าวๆ
ส่วนใหญ่แล้วจะกรอกเป็นของใช้ส่วนตัว (personal effects)
ซึ่งแบบฟอร์มนี้จะใช้สำหรับเคลียร์ของออกที่สุวรรณภูมิ
(เรียกรวมเอกสารส่งของว่า airway bill) ไม่แนะนำให้ส่งยา
และเครื่องสำอางค์กลับ เพราะต้องติดต่ออ.ย.(อาหารและยา)
ที่สุวรรณภูมิเพื่อขออนุญาตนำเข้า และต้องเสียภาษีในพิธีการศุลกากรขาเข้า
 อนึ่งการนำเข้าเครื่องกีฬาเป็นชิ้น ไม่ว่าใหม่หรือเก่า
ก็ต้องแจ้งและเสียภาษีอากรขาเข้า ขั้นตอนนี้ต้องนำพาสปอร์ตไปด้วย
บริษัทจะถามว่าจะให้ส่งของถึงวันไหน
5. บริษัทจะกำหนดจุดเอาของลง เพื่อวัดขนาดและชั่งนำหนักรวม สามารถขอรถตัก
(fork lift) มาช่วยขนได้
6. หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ต้องนำของทุกชิ้นผ่านเครื่อง x-ray
เจ้าหน้าที่จะตรวจอย่างละเอียด
ถ้ามีข้อสงสัยเจ้าหน้าที่จะขอให้เปิดกล่องออกตรวจ
ข้อแนะนำในการแพ็คของที่สำคัญคือ ห้ามมีของที่ติดไฟง่าย
หรือเสี่ยงต่อการระเบิดทุกชนิด เช่นน้ำหอม หรือขวดแก๊ส
ห้ามมีของที่เป็นน้ำ
และต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ทุกชิ้น
(ส่งแบตเตอรี่ไปได้ แต่ต้องไม่ต่อให้ครบวงจร)
ห้ามมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่ได้ผ่านการแพ็คอย่างดี
(ผมเคยโดนห้ามส่งเม็ดกาแฟ เพราะที่ถุงที่ซื้อจากห้างมีรูระบายอากาศ)
แนะนำว่าให้เตรียมเทปกาว และคัตเตอร์ สำหรับเปิดและปิดกล่องด้วย
ขั้นตอนนี้ใช้เวลานาน นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต้องไปติดต่อเช้า หรือบ่ายต้นๆ
7. กลับไปจ่ายเงินค่าส่งของที่บริษัท
บริษัทจะให้รายละเอียดสายการบินที่รับส่งของ เบอร์ติดต่อ
และวันที่กำหนดถึง (บางครั้งไม่ตรง
ต้องโทรไปเช็คกับสายการบินที่ส่ของก่อนออกไปรับของที่สุวรรณภูมิ)
สามารถจ่ายเงินได้สองแบบคือการ์ด และเงินสด ไม่รับเช็ค

ขั้นตอนที่สนามบินขาเข้าไทย
1. ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ให้ใช้ช่องที่ไม่ใช่อิเลคโทรนิคส์
เพราะต้องมีตราประทับขาเข้าที่หนังสือเดินทางเท่านั้นถึงจะใช้เคลียร์ของในพิธีการศุลกากรได้
ถ้าเผลอหรือไม่รู้อย่างผม
ในวันที่เคลียร์ของต้องไปที่ตม.สนามบินอีกรอบเพื่อขอตราประทับ
(เสียเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง) ให้ถ่ายเอกสารหนังสือเดินทางหน้าที่มีรูป
หน้าที่มีตราประทับเดินทางเข้าออกไทย ตลอดทุกช่วงเวลาเรียนต่อ
ถึงวันกลับครั้งสุดท้าย จำนวนสามชุด
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะนำไปคำนวณหาระยะเวลาทั้งหมดที่อยู่ต่างประเทศว่าเข้าเกณฑ์การย้ายกลับจากต่างประเทศหรือไม่
(น่าจะรวมระยะเวลาเกินหนึ่งปี) ถ้ามีหนังสือเดินทางสองเล่ม
แนะนำให้นำเล่มเก่าไปด้วย
เผื่อว่าคำนวณแล้วระยะเวลาอยู่ต่างประเทศในเล่มใหม่ไม่เพียงพอ

ขั้นตอนการเคลียร์ของ
1. ต้องใช้รถกระบะ หรือรถบรรทุกเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าไปติดต่องานได้
2. แนะนำให้ไปติดต่อตั้งแต่แปดโมงเช้า โดยโทรศัพท์ไปถามทางบริษัท
(สายการบิน และ cargo) ก่อนว่าจะต้องไปติดต่อที่ไหน
โดยปรกติแล้วของจะเข้าไปพักที่ cargo การบินไทย ผมจะอธิบายต่อในส่วนของ
cargo การบินไทย
3. ไปที่ทางเข้า cargo การบินไทย (เรียกกันทั่วไปว่า ประตูหนึ่ง)
ให้จอดรถในที่จอดชั่วคราว ด้านซ้ายหลังจากผ่านป้อม
โดยบอกป้อมว่ามาทำบัตรเข้าพื้นที่ชั่วคราว
4. ไปทำบัตรเข้าพื้นที่ กรอกเอกสารใบเดียวต่อรถหนึ่งคัน
ต้องเตรียมบัตรประชาชนไปด้วย (หรือพร้อมสำเนา)
ต้องทำบัตรทุกคนที่เข้าพื้นที่ ค่าใช้จ่ายคนละ 27 บาท
ทำหนึ่งครั้งใช้ได้นาน 3 วันทำการ
ในวันที่ผมไปติดต่อนั้นในบริเวณที่ทำบัตรจะมีนายหน้ามาเสนอบริการเคลียร์ของให้
ซึ่งคิดราคาหลักหมื่น ผมตอบปฏิเสธ
5. เปิดประตูท้ายรถขนของ เตรียมไว้ก่อนเข้าพื้นที่
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจว่าไม่นำของเข้าพื้นที่ที่จุดตรวจก่อนเข้า cargo
6. ขับรถเข้า cargo จะเห็นอาคารใหญ่ๆยาวๆด้านขวามือ ให้ขับไปจอดประมาณ
2/3 ของความยาวอาคาร แล้วถามเจ้าหน้าที่ว่า จะติดต่อออก D.O.
การบินไทยได้ที่ไหน
7. แลกบัตร ขึ้นไปชั้นสอง ที่สำนักงานออกเอกสาร  D.O.
(ชั้นสองทางด้านซ้าย) กดบัตรคิว และรอเรียก
8. เจ้าหน้าที่จะถามรายละเอียดของ และให้เอกสาร D.O. ซึ่งมี airway bill
ของเราอยู่ในนั้น ให้ตรวจสอบให้ตรง เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ไปอาคารศุลกากร
ชั้นที่ติดต่อ และเจ้าหน้าที่ต้องติดต่อ
9. ไม่จำเป็นต้องแลกบัตรคืน เพราะต้องกลับมาอีกรอบ
10. ขับรถเปล่าออกจาก cargo ไปยังอาคารศุลกากร
ที่อาคารจะมีนายหน้ามาเสนอเป็นที่ปรึกษากรอกเอกสารและพาเดินเรื่องพิธีการศุลกากรให้
ถ้าราคารับได้ ก็สามารถใช้บริการที่ปรึกษาได้ ผมไม่ได้ใช้บริการ
(ผมใช้เวลาเคลียร์ของทั้งหมด จากประมาณแปดโมงเช้า ถึงหกโมงเย็น
และต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่)
11. ทำเอกสารตามพิธีการศุลกากร ถ้ามีของที่ต้องสำแดง หรือขออนุญาตนำเข้า
ต้องใช้เวลานาน เช่นผมมีแป้งรองพื้นสองตลับ ลิปสติกอีกสอง
ซึ่งจริงๆแล้วถ้ามีเครื่องสำอางค์
ทางเจ้าหน้าที่จะให้ไปติดต่อที่สำนักงานอาหารและยา
ที่อาคารห่างไปประมาณห้าร้อยเมตร และรอทำเรื่องประมาณสองชั่วโมงครึ่ง
เพราะคิวยาวมาก (กรอกเอกสารจริงๆสามนาที)
12. ถ้าไม่เคยทำเรื่องนำของออก ต้องไปยื่นเรื่องขอเข้าระบบ (เขียนคำร้อง
และให้สำเนาบัตรประชาชน) ที่ชั้น 2 อาคารศุลกากร
หมายเหตุที่ชั้นล่างใกล้ๆ 7-11 จะมีบริการถ่ายเอกสาร
13. เดินเรื่องเอกสาร และเสียภาษีอากรขาเข้าตามเกณฑ์
14. นำเอกสารทั้งหมด ไปติดต่อนำของออกที่ cargo โดยขับรถเปล่าเข้าไปอีกรอบ
15. ติดต่อสำนักงานชั้นสอง ทางด้านขวา
เพื่อจ่ายค่าเก็บรักษาสินค้าชั่วคราวที่อาคารคลังสินค้า (cargo)
16. นำเอกสารทั้งหมด
มาติดต่อที่ห้องด้านล่างเพื่อขอเอาของออกจากคลังมาพัก เพื่อรอการตรวจสอบ
ขั้นตอนนี้จะต้องกรอกเอกสารใบปิดหน้า ปั๊มตรายางที่โต๊ะในห้อง
กรอกรายละเอียดอื่นๆ ถ้าไม่ทราบให้ถามจากเพื่อนๆคนที่มาทำเรื่อง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเชี่ยวชาญ
17. รอเจ้าหน้าที่ที่ห้องตรวจเอกสาร และให้รายละเอียดเลขบอกตำแหน่งสินค้า
18. นำรายละเอียดตำแหน่งไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่รถตัก
รถตักจะนำสินค้าไปตำแหน่งที่ใกล้กับสำนักงานศุลกากรในคลังสินค้า
เพื่อรอการตรวจสอบ
19. ยื่นเรื่องที่สำนักงานศุลกากรในคลังสินค้า เพื่อรอการตรวจสอบ
20. หลังจากผ่านการตรวจสอบ ก็สามารถขนสินค้าลงรถได้
21. ออกจากอาคารคลังสินค้า โดยเข้าใช้ช่องได้ช่อง 1 หรือ 2 จากซ้าย
22. หลังจากผ่านช่วงตรวจ อาจจะโดนสุ่มตรวจอีกรอบที่หลังช่องตรวจ
23. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

ผมจ่ายค่าพิธีการศุลกากร ค่า cargo ค่าล่วงเวลา และอื่นๆ
รวมแล้วประมาณหนึ่งพันบาท (ไม่รวมค่าภาษี)

เจ้าหน้าที่ศุลกากรให้ความสะดวก และเป็นมิตรมากครับ
เพียงแต่มีขั้นตอนเยอะเท่านั้น ถ้าไม่ต้องติดต่อ อย.
หรือจ่ายภาษีเครื่องสำอางค์อย่างผม ก็ลดขั้นตอนลงไปได้เยอะครับ

โดย พี่ เอ้ ( Ae Kiatmanaroj ) ครับ

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Table of Content (TOC) in MS Word


ใน MS Word เวลาที่เราจะสร้างสารบัญ (TOC) เราสามารถกำหนด header 1, 2 , 3 จากนั้นก็มาสั่งให้มันสร้างสารบัญอัตโนมัติมาได้โดยไม่ยาก แต่ ถ้าเราต้องการสร้างสารบัญของแต่ละบท ซึ่งจะต้องไม่รวมส่วนที่เป็น header 1 เราจะมีวิธีการอย่างไร

ถ้าง่ายที่สุด ก็แยกไฟล์  แล้วเปลี่ยนจาก header 2 ไปเป็น header 1 + แก้ number bullet ซะก็สิ้นเรื่อง แต่ในชีวิตจริง มันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถแยกไฟล์ได้ อีกทั้ง เราต้องทำสารบัญรวม ซึ่งยังไงก็ต้องใช้ header 1 ของทุกบทอยู่ดี

วิธีที่ผมนำเสนอ (น่าจะมีวิธีเดียว นอกจากว่าจะทำแบบ manual คือพิมพ์เอง) คือการใช้ ที่คั่น (Bookmark)  ดังนี้
1.  ให้ เลือกข้อความ (Highlight) ของบทนั้นทั้งบท (โดยที่ไม่รวม ส่วนที่เป็น header 1) จากนั้นเลือก เมนู Insert -> Bookmark ตั้งชื่อที่คั่นหน้า เช่น chapter1 กด OK
2. สั่งสร้าง สารบัญ ตามปรกติ ซึ่งจะมี header 1  ติดมาด้วย
3.  กด Alt+F9 จะเห็น code ลักษณะนี้  { TOC \o "1-3" \h \z \u } ให้เราเพิ่ม \b chapter1 ไป เป็น  { TOC \o "1-3" \h \z \u \b chapter1}
4. กด Alt+F9 อีกรอบ เพื่อกลับสถานะเดิม แล้วกด F9 เพื่อปรับปรุงสารบัญจะเห็นว่า header 1 หายไปแล้วครับ  :-)

ส่วนการจะทำสารบัญรูปภาพ หรือ สารบัญตารางแบบ แยกบท ก็ใช้ หลักการเดียวกันครับ